ประวัติความเป็นมาของป้อยฝ้าย มาลัยพร
2007-05-07 18:44:46
++ปอยฝ้าย มาลัยพร++

ประวัติความเป็นมาของ ปอยฝ้าย มาลัยพร
ส่วนชุดปอยฝ้ายวอนแฟนของปอยฝ้ายแฟนเพลงก็ไม่ค่อยสนใจคำวอน จนพระเอกน้อยจาก
หนองคายท้อใจ มีเพียงบันทึกการแสดงสดตลกเสียงอีสานเท่านั้น ที่ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ผลงานชุดนี้
ปอยฝ้ายเล่นได้ ยอดเยี่ยม มีผู้นิยมชมชอบเขามากมายในฐานะตลกเด่นของวง
แต่ในของปอยฝ้ายกลับอยากดังในฐานะนักร้อง จึงเข้าไปคุยกับนกน้อยและอาวทิดหลอดในวันหนึ่ง ""ผมท้อแล้วล่ะ บ่อยากอัดอีก"" พระเอกน้อยตีหน้าเศร้า ""สู้อีกสักชุดนะลูก บางทีอาจจะดังก็ได้"" นกน้อยให้กำลังใจ ""ชุดใหม่ของเสียงอิสานทั้งหมด เปลี่ยนครูเพลง เปลี่ยนโปรดิวเซอร์ใหม่นะ ไม่สนใจหรือฝ้าย"" อาวทิดหลอดโน้มน้าวความสนใจ ปอยฝ้ายรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้างเมื่ออาวทิดหลอดขยายความว่า เพลงชุดใหม่ของนักร้องวง
เสียงอิสาน จะเปลี่ยนคนแต่งเพลง เปลี่ยนคนทำดนตรี เพื่อฉีกสไตล์ที่ซ้ำซากจำเจ จึงได้เสนอ
ไปที่ต้นสังกัดขอตัวอาจารย์ "ส" เข้ามาช่วยงานในช่วงเวลานั้นเพลง "มอเตอร์ไซค์ฮ่าง" ของอาจารย์
"ส" กำลังได้รับความนิยมสูงสุด ไม่นานนักเนื้อเพลงและไกด์เพลงของอาจารย์ก็ส่งมาถึง
คณะเสียงอิสาน มีของนกน้อย อุไรพร ลูกแพร-ไหมไทย และน้องแกละหามีของปอยฝ้ายแม้
แต่เพลงเดียว นกน้อยปลอบใจว่าอาจารย์กำลังเขียนให้อีกไม่นานจะส่งมา แต่จนแล้วจนรอดจน
คณะ เสียงอิสาน
ยกทีมเข้าห้องอัด ปอยฝ้ายก็ยังไม่มีเพลงร้องกับเขา ที่ห้องบันทึกเสียงของท็อปไลน์มิวสิค
ปอยฝ้ายได้เจอกับอาจารย์ "ส" ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการทำงานเพลงของคนอื่นๆ ในเสียงอิสาน
จนกระทั่งงานอัดดนตรีเสร็จสรรพเหลือใส่เสียงร้อง อาจารย์ก็ขอตัวกลับบ้านที่บุรีรัมย์เพราะโรงเรียน
จะเปิดใน
วันมะรืนนี้ ""เพลงของปอยฝ้าย ยังบ่ได้เลยแม่นบ่อาจารย์"" นกน้อยทวงถาม ""ยังเลยครับ ผมไม่ว่างจริงๆ กะว่ากลับลงไปนี้จะแต
"" อาจารย์ "ส" บอกก่อนจะอำลากลับ ขณะที่อาจารย์เดินออกมาหน้าบริษัทก็เจอกับปอยฝ้ายนั่ง
เหงาอยู่ร้านส้มตำยายจ่อย จึงเดินเข้าไปทักทาย ปอยฝ้ายก็ทวงถามเพลงทำตาละห้อย อาจารย์
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากออกมา ""อาจารย์ไม่รู้จะแต่งยังไง ยังไม่คุ้นเคยกับโตเลย เพลงโตเฮาก็ไม่เคยฟัง ลูกแพร-ไหมไทยนั่นโอเคพอจับสไตล์ได้ แต่กับโตนี่มืดแปดด้านว่ะ แต่เอาอย่างนี้ เดี๋ยวขึ้นไปเก็บข้าวของไปอยู่กับอาจารย์ที่บุรีรัมย์สักอาทิตย์หนึ่งคงจะได้อยู่หรอก"
" ปอยฝ้ายดีใจสุดขีด รีบวิ่งขึ้นไปขออนุญาตนกน้อยกับอาวทิดหลอด ก่อนจะเก็บเสื้อผ้ายัดใส่
กระเป๋าตามอาจารย์
 of dscf3969_114[1].jpg)
"ส" ไปอยู่ที่บุรีรัมย์ บ้านอาจารย์ "ส" อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลความเจริญ โรงเรียนที่สอนอยู่ห่างจากบ้านราว 5 กิโลเมตร การเดินทางระหว่างบ้านไปโรงเรียนใช้มอเตอร์ไซค์
ที่นั่นเองที่ปอยฝ้ายมีโอกาสได้สัมผัสกับที่มาที่ไปของเพลง "มอเตอร์ไซค์ฮ่าง" ที่เขาชื่นชอบอย่าง
ถึงแก่น ทุกเช้าเขาจะต้องนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียนกับอาจารย์ ผ่านทุ่งนาป่าเขาก็พากัน
ชี้นชมไม้คุยกันอย่างสนุกสนาน รถของอาจารย์เก่ามาก วิ่งช้าเหมือนคลาน มีควันขาวยาวโขมงไล่
ตามก้นไปตลอดทาง เมื่อถึงโรงเรียนอาจารย์ก็เข้าสอนตามปกติ ปล่อยให้ปอยฝ้ายนั่งเล่นใต้ร่มไม้
หน้าอาคารเรียน สอนไปได้สักชั่วโมงอาจารย์ก็เดินถือแผ่นกระดาษตรงมาหา บอกว่าแต่งได้แล้ว
เพลงหนึ่ง นั่งต่อกันใต้ร่มไม้ อาจารย์ไปสอนต่อ ส่วนปอยฝ้ายก็เดินซ้อมเพลงไปรอบโรงเรียน
ครูบางคนกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปร้องให้นักเรียนฟัง สร้างความสนุกสนานครึกครื้นให้กับโรงเรียน
เล็กๆ แห่งนั้นเป็นอย่างยิ่ง ตกค่ำบรรดาคุณครูตั้งวงเหล้า ปอยฝ้ายก็มีหน้าที่ไปนั่งเฝ้าร้องเพลง
ร้องหมอลำให้ครูฟัง ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นั่น มีแต่คนรักคนชม จนวันสุดท้ายอาจารย์ "ส"
ก็ถือกระดาษเข้ามาหาที่ใต้ต้นไม้ต้นเดิม ""เพลงสุดท้าย พรุ่งนี้โตต้องกลับเอาเพลงไปให้
นักดนตรีทำ แม่นกน้อยโทรมาตามหลายรอบแล้ว"" ""อาจารย์ครับ ผมอยากให้อาจารย์แต่งเพลง
เกี่ยวกับชีวิตผมบ้าง"" ปอยฝ้ายออกปากร้องขอ ""อืมม์...อยากได้แบบไหนล่ะ ลองเล่าชีวิตตัวเอง
ให้ฟังซิ เผื่อจะแต่งได้"" ปอยฝ้ายเริ่มเล่าเรื่องหลังของชีวิตให้ฟัง เริ่มตั้งแต่เป็นเด็กเกิดที่หนองคาย
ทางบ้านจนอยากเรียนต่อจึงต้องบวชเป็นเณร พอเป็นเณรก็เกิดอยากเอาดีทางร้องทางลำจน
ได้มาอยู่กับเสียงอิสาน แต่พอมาอยู่กลับได้เล่นในบทตลก แม้บทตลกจะส่งให้ชื่อเสียงของเขาเป็น
ที่รู้จักของประชาชน แต่เขาก็ต้องสูญเสียคนรักซึ่งรับสภาพตรงนี้ไม่ไหว เธอโทรมาขอเลิกกับปอย
ฝ้ายตอนที่เขากำลังแต่งหน้าแต่งทาทุเรศทุรังเตรียมออกเล่นตลกบนเวที เขามองภาพอันน่าสังเวช
ของตัวเองในกระจก น้ำตาไหลออกมาจนต้องยกมือปาดป้อยๆ เล่าจบอาจารย์ "ส" ก็จับปากกา
ลากพรืดๆ ลงบนกระดาษ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จึงเงยหน้าบอกว่าเสร็จเรียบร้อยชื่อเพลง
"ตลกอกหัก" ให้คิดว่าเป็นเพลงแถมในอัลบั้มก็แล้วกัน แต่เหมือนโชคชะตาปาฏิหาริย์ เ
พียงสองเดือนหลังการบันทึกเสียง เพลง "ตลกอกหัก" ที่ถือว่าเป็นเพลงแถมให้เต็มอัลบั้ม
กลับดังกระหึ่มไปทั้งประเทศทั้งภูธรและนครบาล ชื่อของปอยฝ้าย มาลัยพร เป็นที่รู้จักของชาว
บ้านทุกหัวระแหง ทุกที่ที่เสียงอิสานยกวงไปทำการแสดง คลื่นประชาชนจะแห่แหนกันมาดูจนมืดฟ้า
มัวดิน ส่งผลให้คณะเสียงอิสานของนกน้อย อุไรพร พุ่งขึ้นถึงจุดรุ่งโรจน์สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งวงมา
คิวการแสดงมีผู้จับจองยาวเหยียดจนเต็มเอี้ยดถึงปี 2546 อาวทิดหลอดและนกน้อย อุไรพร
โล่งใจและเป็นสุขที่ผลักดันให้พระเอกน้อยปอยฝ้ายก้าวขึ้นจุดสูงสุดของชีวิต เสียงกรี๊ดสั่นหวั่น
ไหวเหมือนฟ้าถล่มดินทลายเมื่อปอนฝ้ายปรากฏตัวหน้าเวที ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยในหลายปีที่ผ่าน
มามลายหายไปสิ้น เสียงเพลง "ตลกอกหัก" ของปอยฝ้าย เจื้อยแจ้วอยู่หน้าเวที ผู้ชมเรือนหมื่น
นั่งเงียบกริบหลังจากที่หัวร่องอหายกับปอยฝ้ายมานับชั่วโมง บทเพลงแห่งชีวิตจริงของเขา
สะกดความรู้สึกของผู้ชมให้หยุดนิ่ง บางคนน้ำตาไหลริน บางคนตื้นตันในอกด้วยความสงสาร
สมเพชเวทนาชีวิตของพระเอกหมอลำในดวงใจ อาวทิดหลอดนั่งพ่นบุหรี่สายฝนอยู่บนเก้าอี้หลัง
เวทีอย่างสบายอารมณ์ พลางหันไปเปรยกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ว่า ""เพลงอีหยังวะ ผู้แต่งกะบ้า
ผู้ร้องกะบ้า มันดังได้จั่งใด๋"" นับตั้งแต่ก่อตั้งวงมายาวนานกว่า 20 ปี ปีพุทธศักราช 2545
คือห้วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่สุดของเสียงอิสาน ทุกสิ่งทุกอย่างเอื้ออำนวยไปหมด ไม่ว่าเงินทุนซึ่ง
มีสปอนเซอร์หลักจากบริษัทเครื่องดื่มบำรุงกำลังชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงของศิลปินในทีมงาน
และความลงตัวในด้านการแสดง คิวการแสดงของวง ถูกจองยาวเหยียดเต็มเอี้ยดถึงปี 46 คิวปี 47
ก็ใกล้จะเต็มอยู่รอมร่อ จนอาวทิดหลอดต้องออกปากว่า คนจ้างไม่กลัวหมอลำจะตายจากหรืออย่าง
ไร ปรากฏการณ์ "เสียงอิสานฟีเวอร์" เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดระยะเวลาการ
ทำวง เมื่อก่อนนั้นเล่นปิดวิกจะเก็บเงินได้หลักแสนนั้นอย่าหวัง แค่สี่ห้าหมื่นก็บุญโข แต่ตกมาปีนี้บาง
งานเก็บได้กว่าล้าน ต่ำสุด 7-8 แสน ชนิดว่าวงสตริงดังๆ แห่งยุคที่ว่าแน่ ยังต้องชิดซ้ายตกคันแทนา
ไปโลด อาวทิดหลอดก็ได้แต่นั่งสะหวอย ไอ้ที่เขาเก็บได้เป็นล้านจะตกมาถึงวงเป็นค่าจ้างแค่แสนเจ็ด
ที่เหลือเขาหอบใส่ถุงปุ๋ยกลับบ้าน ได้แต่ทำตาปริบๆ คิดอยากจะได้คิวปิดวิกเองซัก 10 คิว แต่ก็สาย
ไปเสียแล้ว เพราะรับงานจ้างไว้เต็มเหยียด เงินแสนกว่าไม่ได้มากมายเลยเมื่อนำมาหารกับค่าแรง
ค่ากินค่าอยู่ของคนกว่า 400 ชีวิต ค่าน้ำมูกน้ำมันรถยนต์สามสิบกว่าคัน แค่อาวทิดหลอดและนกน้อย
ยังมั่นคงกับจุดตรงนี้ไม่มีเปลี่ยนแปลง ทั้งสองคิดเสมอว่านี่ไม่ใช่กองทัพการแสดงศิลปวัฒนธรรม
เพียงอย่างเดียว แต่นี่คือกองทัพแรงงานที่สัญจรรอนแรมไปทุกถิ่นฐาน การแสดงคือการ
ทำงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าแรงนำไปจุนเจือครอบครัวเมื่อถึงฤดูกาลปิดวงในหน้าฝนทุกต้นเดือนมิถุนายน
ของ ทุกปี วันวัยที่ผ่านผัน ประมุขแห่งเสียงอิสานเริ่มรู้สึกอ่อนแรงล้าโรย บางครั้งท้อถอย ถอดใจ
อยากกลับไปใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบ สะดวกสบายกับสามี ทรัพย์สมบัติที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงการ
เต้นกินรำกินมีอยู่พอเพียง ทั้งชาติก็ใช้ไม่หมด ลูกเต้าก็ไม่มีสืบสกุลสักคน เอาแต่หลานมาเลี้ยง
เป็นนักร้อง นักดนตรีในวง ก็ได้แต่คิดเท่านั้นเอง เมื่อเห็นหน้าลูกวงนับร้อย เห็นความพร้อมเพรียง
ความยิ่งใหญ่อลังการด้านหน้าเวที เห็นผู้ชมนับหมื่นที่แออัดยัดเยียดกันเข้ามาชม
เลือดและวิญญาณศิลปินก็เต้นเร่าๆ ข้างผัวก็หน้าเป็นมันอยู่กับการจัดคิวจัดสคริปต์
ข้างเมียก็ร้องเพลงขับกล่อมผู้ชมอยู่หน้าเวที การแสดงอันยาวนานที่เริ่มตั้งแต่หัวค่ำยัน
ฟ้าแจ้งจางปางของวันใหม่ นักแสดงทุกคนจะต้องยืนหยัดอยู่บนเวทีจนเพลงสุดท้าย ไ
ม่เว้นแม้แต่กระทั่ง "นกน้อย อุไรพร" เมื่อการแสดงชุดสุดท้ายจบลง ทุกชีวิตหลับไหลไร้สติในรถ
ที่เคลื่อนเป็นกองคาราวาน เดินทางสู่จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ที่รออยู่เบื้องหน้า กว่า 400 ชีวิตฝาก
ไว้ในมือโชเฟอร์ ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวของคณะที่ได้หลับได้นอนเต็มอิ่มมาตลอดคืน
%20of%20picture_105_205[1].jpg)
ความสำเร็จของเสียงอิสานมิใช่จะเฉพาะการแสดงด้านหน้าเวทีเท่านั้น ผลงานเพลงและบันทึก
การแสดงสดในรูปแบบซีดีและวีซีดี ยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า นายห้างทวีชัยแห่งท็อปไลน์มิวสิค
ที่เคยร่ำรวยจากพุ่มพวง ดวงจันทร์ กลับมาร่ำรวยมหาศาลอีกครั้งกับการ "เกิด" ของเสียงอิสาน ปอยฝ้าย มาลัยพร มีโอกาสพบอาจารย์ "ส" อีกครั้งในงานคอนเสิร์ตใหญ่ที่
ท้องสนามหลวง เขาเข้าไปกราบที่อกและสวมกอดครูเพลงคู่บารมี ตั้งแต่โด่งดังด้วยเพลงตลกอกหัก
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอกัน ""ร่ำรวยแล้วสิเรา ดังใหญ่แล้วนะ" ครูเพลงกระเซ้า ""คือเก่าล่ะครับ
บักฝ้ายผู้เก่านั่นละ"" ปอยฝ้ายพูดเสียงอ่อยๆ ตามสไตล์ ""เบอร์โทรอะไร จดให้หน่อย เ
ผื่อมีธุระคุยด้วย"" ""บ่มีครับ บ่ได้ซื้อ"" นักร้องหนุ่มตอบประสาซื่อ เป็นไปได้และเป็นไปแล้ว
นักร้องดังก้องฟ้าเมืองไทย ผลงานติดชาร์ตอันดับหนึ่งทั่วประเทศ ยอดขายเทปและซีดีเฉียดล้าน
แต่ไม่มีมือถือใช้ นี่ถ้าเป็นนักร้องคนอื่นไม่ขับเบนซ์ไปแล้วหรือ แต่เมื่อมานั่งใคร่ครวญแล้วก็น่าเห็น
ใจ เสียงอิสานมีคนเยอะ ค่าแรงจะได้สักเท่าไหร่เชียว นักร้องวงนี้ไม่มีสิทธิออกไปวิ่งรอกรับเชิญ
นี่คือกฎเหล็กที่ทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นนักร้องดังหรือไม่ดังก็ตาม ""นักร้องอีหยังกระจอกแท้ มือถือกะบ่มี"" สาวน้อยนางหนึ่งเดินสะบัดก้น บ่นกระปอดกระแปดหลังจากที่บุกเข้าไปหลังเวทีเพื่อขอเบอร์โทรปอยฝ้าย แต่ต้องผิดหวังกลับมา ""จักสิซื้อมาโทรหาไผ กลางวันก็นอน กลางคืนก็เล่นหมอลำขอดแจ้ง"" นั่นคือเหตุผลที่แท้จริงของนักร้องหนุ่มชื่อดัง 0 0 0 ต้นเดือนมิถุนายน
ฝนเริ่มกระหน่ำหนัก เป็นสัญญาณบอกว่าฤดูการทำนามาถึง เวลาของการทัวร์คอนเสิร์ตหมอลำทุกคณะสิ้นสุดลง เสียงอิสานก็เช่นเดียวกัน หลังจากงานสุดท้ายเสร็จสิ้น ทุกคนในคณะต่างดีอกดีใจที่จะได้กลับบ้าน
ไปพบหน้าคนในครอบครัวเสียที หลังจากที่จากกันมานานถึง 8 เดือน เงินสดหลายล้านบาทถูก
เบิกออก มาจากธนาคารเพื่อจ่ายเป็นค่าแรงแก่ชาวคณะ พวกเด็กๆ หางเครื่องที่เพิ่งเข้ามาปีแรก
ตื่นเต้นดีใจจนออกนอกหน้า เกือบทุกคนมีพ่อแม่ผู้ปกครองมารอรับกลับบ้าน พร้อมด้วยเงินก้อนใหญ่ที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของลูก บัญชีเบิกจ่ายทำกันอย่างละเอียดลออ
ไม่มีตกหล่น เริ่มเรียกชื่อจ่ายกันเป็นแผนกๆ ไปตั้งแต่คอนวอย หางเครื่อง แม่ครัว เด็กเก็บชุด
คนขับรถ และนักแสดงหลักๆ อาวทิดหลอดนับเงินจ่ายจนเมื่อยมือ ทุกคราวที่หยิบยื่นเงินให้ลูกน้อง
หัวใจมันอิ่มเอิบปลื้มปีติแทนพวกเขาเหล่านั้น นี่คือสิ่งตอบแทนที่ทุกคนทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงงานมา
ด้วยกัน แม้บางคนจะได้น้อย แม้บางคนจะได้มาก เพราะต่างบทบาทต่างหน้าที่ แต่สิ่งที่ทุกคนไ
ด้เท่ากันคือความภาคภูมิใจในเม็ดเงินอันสุจริตที่เกิดจากงานศิลปะโดยแท้ นกน้อย อุไรพร
นั่งอยู่หน้าเรือนหลังใหญ่ไกลออกไป ลูกน้องคนที่ได้รับเงินแล้วก็พากันมากราบลากลับบ้าน
บางคนที่มีพ่อแม่มารับก็พาพ่อแม่เข้ามากราบขอบคุณที่เลี้ยงดูลูกเขาเป็นอย่างดีตลอดเวลาที่ทำงาน
และสัญญาว่าจะพาลูกกลับมาส่งเมื่อถึงวันนัดหมายเปิดวง ผู้คนเริ่มบางตา
จนในที่สุดก็เหลือเพียงอาวทิดหลอด นกน้อย และคนในบ้านไม่กี่คน
เสียงไก่ชนโก่งคอขันเสียงดังสนั่น แต่บรรยากาศในคุ้มนกน้อยกลับวิเวกชอบกล
ปอยฝ้ายสะพายกระเป๋าเดินตรงมาหา สองผัวเมียถามว่าจะกลับหนองคายวันนี้เลยหรือ
แต่ปอยฝ้ายส่าย หน้า ""ผมจะไปบุรีรัมย์ครับพ่อกับแม่"" ปอยฝ้ายบอก ""อย่าไปกวนครูเขาเด้อ"" นกน้อยหมายถึงอาจารย์ "ส" ""บ่ไปกวนเพิ่นดอก สิไปหานักเรียน ไปร้องเพลงให้เพิ่นฟัง"" ปอยฝ้ายเล่าว่าเมื่อครั้งที่เขาไปต่อเพลงกับอาจารย์ที่โรงเรียน ได้รู้จักเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ หลายคน
พอรู้ว่าเขาเป็นนักร้อง ก็ขอให้ร้องเพลงให้ฟัง พอร้องให้ฟังก็ไม่มีใครรู้จัก จึงบอกกับเด็กๆ
ว่าถ้าเพลงดังเมื่อไหร่จะกลับมาร้องใหม่ ตอนนี้เด็กๆ ที่นั่นคงรู้จักเพลงของเขาแล้ว อาวทิดหลอดกับนกน้อยมองตามนักร้องหนุ่มที่สะพายกระเป๋า สวมรองเท้าแตะเดินออกไปจากบ้าน
ด้วยความรู้สึกชื่นชม บักฝ้ายก็คือบักฝ้ายคนเดิมที่ติดดิน ไม่รู้สึกรู้สากับเกียรติยศชื่อเสียง
แต่ประการใด
อาวทิดหลอดขอตัวออกไปเดินดูไก่ นกน้อย อุไรพรนั่งทอดสายตาสู่เวิ้งฟ้าหน้าฝน
เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวลอยเรี่ยยอดไม้ สักพักหนึ่งฝนก็เทลงมาเหมือนฟ้ารั่ว พรุ่งนี้ชาวคณะเสียงอิสาน
แต่ละคน คงปรับเปลี่ยนฉากและบทละครชีวิตของตัวเอง กลับไปเป็นชาวนาสามัญชน
รากเหง้าดั้งเดิมที่กำเนิดเกิดมา แต่ละครชีวิตของ "อุไร สีหะวงศ์" หรือนกน้อย อุไรพร
ไม่มีสิทธิจะเปลี่ยนบทเปลี่ยนฉากได้แล้ว เพราะเธอได้ตั้งปณิธานจะเล่นละครบทนี้จนกว่าสองปีก
ของนกน้อยสิ้นแรงจะโบยบิน ยังคงเป็นผู้นำกองคาราวานวัฒนธรรมที่ราบสูง
เดินทางไกลขับกล่อมกระแสเสียงแห่ง "อิสาน" สู่พี่น้องผองชนทั่วประเทศมายาวนาน
และจักยาวไกลไม่มีสิ้นสุด ตราบที่กระแสเสียงสำเนียงนี้ยังได้รับการต้อนรับจากมหาชน
อย่างล้นหลามเช่น "เสียงอิสาน" ในวันนี้

สวัสดีค่ะเป็งไงบ้างคะช่วงนี้เหนื่อยกันบ้างไหมจ๊ะ
by :
บิ๋ม
[2008-06-19 11:24:59]
ไหมไทย
by :
181133
[2009-06-02 22:04:13]
นู่แอบชอบพี่ปอยฟ้ายมานานแล้ว
ปลื้มมาก
by :
แป้ง
[2009-08-24 22:11:50]
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นน้องจะขอเป็นกำลังใจให้พี่ฝ้ายเสมอนะคะ เพียงแค่เรายึดมั่นในความดี ไม่ว่าเราจะต้องเจอสิ่งร้าย ๆ อีกสักพันครั้ง มันก็ไม่สามารถทำร้ายเราได้หรอกคะ ขอเป็นกำลังใจให้พี่ฝ้ายและทีมงานเสียงอิสานทุกคนเลยนะคะ น้องแนน เด็กสระแก้ว
by :
Nuunan
[2009-12-26 18:51:33]
เปิดมาอ่านครั้งใด อยากให้รู้ว่ามีคน ๆ นี้คอยห่วงใย
น้องแนน เด็กสระแก้ว
by :
Nuunan
[2009-12-26 18:59:20]
ข้อความนี้จะคอยเป็นกำลังใจให้พี่ฝ้ายเสมอนะคะ กินข้าวเยอะ ๆ นะคะ จะได้อ้วนอ้วน น้องแนน เด็กสระแก้ว
by :
Nuunan
[2009-12-26 19:08:51]
|